Symphony of Lights โชว์แสงสีเสียงตระการตาสองฟากฝั่งอ่าววิกตอเรีย

Symphony  of  Lights  โชว์แสงสีเสียงตระการตาสองฟากฝั่งอ่าววิกตอเรีย

symphony-of-lights-%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2

หากใครไปฮ่องกง ที่หนึ่งที่คุณต้องห้ามพลาดเลยคือ Symphony  of  Lights  ซึ่งการเดินทางกลับไปสามารถใช้รถเมล์ของทางสถานีได้ คือการนั่งรถเมล์สาย 6 ไปลงสถานีรถไฟฟ้า  Central  เพื่อที่จะเดินทางไปยังสถานีรถไฟ Tsim  Sha  Tsui  แถว  Avenue  of  stars  เพื่อไปดู  Symphony  of  Lights  ซึ่งจะเริ่มโชว์แสงสีเสียงเวลา 20.00 น. ของทุกวัน บรรยากาศสวยงามตระการตาเป็นอย่างมาก  และใกล้ๆกับที่ยืนดูจะมีการโชว์ของศิลปินนักร้อง  มีการโชว์ดนตรี  และที่สำคัญมีการขายโปสการ์ดและรับถ่ายรูปด่วนรอรับได้  แต่ราคาของบอกว่าแพงมากๆ (ใครที่งบน้อยก็อย่าเพิ่งจะดีกว่า เดี๋ยวการเที่ยวที่สนุกสนานจะสิ้นสุดลง) พอได้เวลาจะปิดไฟและมีการยิงแสงเลเซอร์สีเขียวสดใสออกมา

ซึ่งสถานที่ชม Symphony  of  Lights  คุณสามารถยืนดูที่บริเวณ Avenue  of  stars  และหน้า  Clock  Tower /  Hong  Kong  Museum  of  Arts  หรือไม่ก็สามารถนั่งเรือล่องอ่าวชมการแสดงโชว์ที่เต็มไปด้วยแสงสีที่สวยงามด้วยอารมณ์อันสุนทรี   และหากเป็นคู่รักมานั่งชมด้วยแล้วจะได้บรรยากาศที่โรแมนติกมาก เรียกได้ว่าทำเอาเหล่าคนโสดต้องอิจฉากันไปเลย

และหากสัมผัสความงดงามของการแสดงแสงสีเสียงเสร็จเรียบร้อยแล้ว   ความสนุกก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่   คุณสามารถเดินเล่นอยู่แถวๆนั้นนั่งมองผู้คนที่สัญจรไปมา  ดูรถเมล์  รถรางวิ่งกันในยามค่ำคืน  เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งท่ามกลางอากาศที่หนาวแต่ก็สามารถทนได้  มาซึมซับบรรยากาศ ณ ต่างแดนให้ชุ่มปอด และวิถีชีวิตของคนฮ่องกง เวลาเดินทางกลับนั้นก็ไม่ยากเย็นนักไปยังสถานีรถไฟฟ้า Tsim  Sha  Tsui  สายสีแดง  ผ่านสถานี Jordan  เพื่อไปลงสถานี  Yau  Ma  Tei  แล้วต่อรถไฟฟ้าสีเขียวไปลงสถานี  Mong  Kok นับว่าการเดินทางไปชม Symphony  of  Lights  แสนจะสะดวกสบายมากเลย  แถมระหว่างทางก็สามารถเดินช็อปปิ้งต่อได้เป็นการใช้เวลาว่างไม่ให้เสียเปล่า  อีกอย่างหากใครยังพอมีกำลังทรัพย์ก็สามารถซื้อของฝาก  ซื้อเสื้อผ้า  แต่เตือนไว้ก่อนว่าดูราคาสินค้าที่ฮ่องกงแล้วสู้ไม่ไหวแพงจริงๆ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเศรษฐกิจ ของทุกอย่างแพงมาก

Tips :  Symphony  of  Lights ถือว่าเป็นการแสดงแสงสีเสียงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุด  ซึ่งบันทึกโดยการแสดงโดย Guinness  Woeld  Records  การแสดงจะประกอบไปด้วย 44 อาคารชั้นนำที่อยู่ฝั่งฮ่องกงและฝั่งเกาลูน  จะมีการยิงแสงเลเซอร์และไฟต่างๆ   ประกอบเพลง   แสงไฟที่กระทบกับน้ำยามที่มีเรือวิ่งผ่านไปมาเป็นฉากประกอบที่เป็นธรรมชาติไร้การปรุงแต่ง  เป็นภาพที่สวยงาม  ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับทั้งสองฝั่ง

 

 

 

สุดยอดเทคนิคการเช่ารถ รู้ไว้แล้วคุณจะกลายเป็นสุดยอดนักเช่ารถ!

สุดยอดเทคนิคการเช่ารถ รู้ไว้แล้วคุณจะกลายเป็นสุดยอดนักเช่ารถ!

  • ถ่ายรูปเกจน้ำมันและเลขไมล์

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า ทางบริษัทรถเช่าส่วนใหญ่จะเติมน้ำมันเต็มถังให้ผู้เช่า ซึ่งเมื่อผู้เช่านำรถเช่ากลับมาคืน ทางผู้เช่าเองต้องเติมน้ำมันคืนเต็มถังเช่นกัน ซึ่งทางรถเช่าเชียงใหม่ก็ใช้ระบบนี้เช่นกันค่ะ

ซึ่งหลายๆท่านอาจเจอปัญหา หลังจากรับรถเสร็จ ขับรถไปได้ไม่กี่กิโลเมตร น้ำมันลดลงไป 1 ขีด !!!! (ซึ่งถ้าน้ำมันเต็มถังจริงๆรถ Jazz / City กรณีวิ่งในเมือง (รถติด) ขีดบนสุดจะวิ่งได้ราวประมาณ 65 – 75 kg ซึ่งหากวิ่งในต่างจังหวัดรถไม่ติดจะวิ่งได้กิโลเมตรมากกว่านั้นค่ะ ส่วนขีดอื่นๆก็จะวิ่งได้ ~ 50 km/ขีด)

เหตุการณ์เเบบนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง เมื่อมีผู้เอารถมาคืน บางครั้งทางบริษัทรถเช่าก็จะส่งรถให้ผู้เช่ารายต่อไป โดยดูแค่ว่าเกจของน้ำมันเต็มอยู่ ไม่ได้เติมน้ำมันให้เต็มจริงๆ ซึ่งจริงๆแล้วน้ำมันลดลงไปบางส่วนจากผู้เช่ารายก่อนหน้าที่ขับรถมาคืน

เทคนิค คือ เมื่อท่านรับรถให้ถ่ายรูปของเกจน้ำมัน และ เลขไมล์ไว้เลยก็ดีค่ะ (เอาไว้ในรูปเดียวกันนะคะ) แล้วพอเกจน้ำมันตกลงมาหนึ่งขีดก็ถ่ายไว้อีกก็ได้ แล้วมาคำนวณว่าขีดบนสุดวิ่งได้เท่าไร เพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งบริษัทรถเช่าให้ทราบเมื่อคืนรถนะค่ะ (น้ำมันตอนคืนรถเช่าก็เติมให้ขีดเกจเต็มก่อนนะคะ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา) เพราะปกติทางบริษัทรถเช่าจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบในส่วนน้ำมันที่ขาดหายไปค่ะ

รถเช่าเชียงใหม่

  • ประกันชั้น 1 ไม่ได้คุ้มครองทุกอย่าง

ถึงแม้รถเช่าจะทำประกันชั้น 1 เพิ่ม 214 บาทต่อวันแล้ว หรือยอมซื้อคูปองแบบ no deduct ก็แล้ว ก็ยังมีในสิ่งที่ประกันไม่คุ้มครองอยู่นะคะ เช่น กรณีรถหาย, ความเสียหายภายในรถทุกกรณี เช่น เบาะขาด, อุปกรณ์ในรถที่ติดมากับรถสูญหาย, ยางอะไหล่รถ เช่น หน้ายางเสีย , กุญแจรถหาย เป็นต้น

ถ้ารู้อย่างนี้แล้วก็ต้องระมัดระวังสิ่งที่ประกันไม่ได้คุ้มครองด้วยนะคะ

  • ในช่วงเทศกาล (Blackout period /Peak period) เช่ารถกับบริษัทรถเช่าท้องถิ่นจะถูกกว่า

ในช่วงเทศกาลรถในบริษัทใหญ่ที่มีหลายสาขาทั่วประเทศ จะต้อง Charge เพิ่มประมาณ300- 500 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าคูปอง ค่าเช่ารถแล้วรวมๆก็ประมาณราคา 1100 – 1200 บาทต่อวัน เมื่อเทียบกับราคารถเช่าท้องถิ่นซึ่งจะอยู่ราวๆ 900 – 1200 บาทต่อวัน การเช่ารถท้องถิ่นก็จะคุ้มกว่าค่ะ (บริษัทรถเช่าท้องถิ่นนายท่านลอง Search ใน Internet ดูก่อนเล่นๆได้นะคะ ยกตัวอย่างเช่น หน้าหนาวอยากเที่ยวดอยที่เชียงใหม่อยาก เช่ารถเชียงใหม่ ลองSearch ง่ายๆดูค่ะ รถเช่าเชียงใหม่ จะโชว์ผลลัพท์ให้นายทายเต็มจอเลยละค่ะ หรือจะไปเช่าที่ไหนก็ใส่สถานที่นั้นลงไปได้ค่ะ)

อย่างไรก็ตามรถเช่าท้องถิ่นควรจองล่วงหน้า1 – 2 เดือน หรือนานๆได้ยิ่งดี เนื่องจากบริษัทท้องถิ่นจะมีรถจำนวนไม่มากเท่าบริษัทใหญ่ๆ และยิ่งเป็นช่วงเทศกาลจะหารถยากมากๆค่ะ

* ช่วงเวลาปกติการเช่ารถด้วยคูปองรถเช่ากับบริษัทใหญ่ๆ จะถูกกว่าการที่เราไปเช่ารถบริษัทรถเช่าท้องถิ่นบางแห่งค่ะ

  • Request รถเช่าติดฟิล์มกรองแสง หรือ ความอำนวยความสะดวกต่างๆภายในรถ

รถเช่าของในบริษัทใหญ่ๆ เช่น AVIS ปกติรถจะไม่ติดฟิล์มกรองแสง แต่ช่วงหลังๆทาง AVIS เริ่มมีการทยอยเปลี่ยนรถเช่าจากเดิมที่ไม่มีการติดฟิล์มกรองแสง เป็นรถใหม่ที่มีการติดฟิล์มกรองแสงแล้ว แต่ก็ยังมีรถเก่า / รถใหม่ปนๆกันอยู่

เทคนิค คือ เมื่อตอนโทรจองให้ลอง Request รถเช่าที่ติดฟิล์มกรองแสงครับ ถ้ามีรถเหลือทางบริษัทจะทำการ Booking ให้ ดีกว่าปล่อยให้เป็นไปตามดวงครับ

 

Seoul, Korea I

Seoul, Korea I

seoul-korea-i

 

อันยองฮาเซโย อ๊ะ! ลืมตัว สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน ช่วงนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยใช่ไหมล่ะคะว่าประเทศเกาหลีเข้ามามีอิทธิพลกับบ้านเราพอสมควร สังเกตได้จากซีรีส์เกาหลีที่ถูกพูดถึงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เราเชื่อว่าคงมีสาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายคนที่ได้เห็นประเทศเกาหลีผ่านหน้าจอ และคงอยากจะหาโอกาสไปเที่ยวสัมผัสบรรยากาศแบบนั้นจริง ๆ บ้าง วันนี้เราจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีที่บอกเลยว่าถ้ามาถึงแล้วห้ามพลาดโดยเด็ดขาดมาแนะนำกันค่ะ

สถานที่แรกที่เราอยากจะแนะนำก็คือ N Seoul Tower ค่ะ ที่นี่สามารถเดินทางโดยการนั่งรถไฟใต้ดินสายที่ 3 และ 4 มาลงที่สถานี Chungmuro เดินออกทางออกที่ 2 จากนั้นต่อรถโดยสารประจำทางสาย 02 และ 05 มาลงที่ N Seoul Tower ได้เลยค่ะ โดยที่แห่งนี้จะตั้งอยู่บนเขานัมซานและเป็นพิกัดที่เรียกได้ว่าใครมาเที่ยวเกาหลีจะต้องไป ไม่อย่างนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงนะคะ กิจกรรมเด่น ๆ ของที่นี่ก็คือการคล้องกุญแจคู่รักค่ะ เพราะมีความเชื่อที่ว่าเมื่อเราเขียนชื่อตัวเองกับคู่รักแล้วคล้องกุญแจไว้ คู่ของเราจะไม่พรากจากกันนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วบรรยากาศของที่แห่งนี้ก็สุดแสนจะโรแมนติก การเดินทางขึ้นไปทำกิจกรรมข้างบนจะต้องเดินขึ้นเขา จึงเห็นคู่รักจำนวนมากที่เดินคล้องแขนกันไปอย่างมีความสุข และยังไม่หมดแค่นั้นค่ะ ที่นี่ยังมีจุดชมวิวแบบ 360 องศา เรียกได้ว่า สามารถมองเห็นเกือบทั่วกรุงโซลเลยทีเดียว และสำหรับคนรัก Teddy Bear ยิ่งพลาดไม่ได้ใหญ่เลยค่ะ เพราะ N Seoul Tower มีพิพิธภัณฑ์ Teddy Bear ให้ได้เข้าไปชมกันอีกด้วย แต่อยากจะกระซิบสักเล็กน้อยว่าถ้าใครหลงรักบรรยากาศโรแมนติกแบบสุด ๆ แนะนำให้ไปตอนกลางคืนนะคะ เพราะแสงไฟของ N Seoul Tower ในเวลากลางคืนนั้น จะสวยจนยากจะลืมเลยทีเดียว

ถ้าใครเป็นสายช็อปจะพลาดตลาดเมียงดงไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะที่นี่ถือเป็นสวรรค์ของเหล่านักช็อปเลยทีเดียว การเดินทางไปตลาดเมียงดงทำได้ไม่ยาก สามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี Myeong-dong สาย 4 เดินออกมาทางออก 6 และเมื่อเดินขึ้นมาแล้วให้เลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมร้าน Migliore ก็จะเจอตลาดเมียงดงเลยค่ะ มาพูดถึงของที่ขายกันบ้างดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ที่นี่เรียกได้ว่ามีของขายที่สาว ๆ หนุ่ม ๆ เกือบทุกคนต้องปลื้ม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ และที่สำคัญเครื่องสำอางมีเยอะหลากหลายแบรนด์มาก ๆ นอกจากนั้นแล้วในช่วงเย็นจะมีอาหารทั้งคาวหวานมาขายด้วยนะคะ

สำหรับสถานที่ทั้งสองบอกเลยว่าต่างสไตล์แต่ความประทับใจกินกันไม่ลงเลยทีเดียวค่ะ บทความหน้าเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีที่ห้ามพลาดมาให้ผู้อ่านได้ติดตามกันต่อ เพราะฉะนั้นอย่าพลาดเด็ดขาดเลยนะคะ

ข่าวปลอมระบาด social!!

ในยุคที่ทุกคนต่างก็สามารถเข้าถึงได้อินเตอร์เน็ตอย่างง่ายดาย เพียงแค่คุณมี Smart Phone และโปรโมชั่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็กชั้นประถม หรือคนแก่ อายุ 60 – 70 ปี ต่างก็มี Smart Phone ไว้ใช้เป็นช่องทางติดต่อสื่อสาร และใช้ในการหาข้อมูล อ่านข่าวต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

11111

อย่างไรก็ตามการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วนั้น ไม่ได้เป็นตัวรับประกันว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเสมอไป เนื่องจากปัจจุบัน เรามักจะพบปัญหาการแชร์ข่าวปลอม หรือข่าวที่ผิดพลาด เนื่องจากการอ่านข่าว แต่ไม่ได้ดูหรือตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว อีกทั้งยังมีเว็บไซต์จำนวนมากพยายามปลอมแปลงชื่อเว็บไซต์ให้ใกล้เคียงกับสำนักข่าวออนไลน์ เพื่อเป็นการหลอกลวงให้คนจำนวนมากเข้ามาอ่านข่าวในเว็บของตน เพื่อที่ตนจะได้เงินจากการโฆษณา โดยเจ้าของเว็บไซต์ข่าวปลอมเหล่านั้นจะได้รายได้จากการคลิกเว็บไซต์แต่ละครั้ง ซึ่งเรียกกันว่า “Clickbait”

หลาย ๆ ครั้งที่เว็บ ClickBait มักจะสร้างข่าวปลอมขึ้นมา โดยการนำรูปภาพต่าง ๆ ประกอบ และสร้างเรื่องราวให้เป็นที่สะเทือนใจ สะเทือนอารมณ์ต่อผู้ที่พบเห็นข่าว ซึ่งข่าวเหล่านี้มักจะได้รับความสนใจ และได้รับการแชร์ส่งต่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้หากผู้ที่พบเห็นไม่ได้อ่านให้ดี หรืออ่านเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่ถูกต้อง หรือน่าเชื่อถือแหล่งอื่น ๆ ก็จะทำให้ผู้ที่ถูกนำรูปไปใช้ในเนื้อหาข่าวเสียหายได้ ซึ่งหากเป็นข่าวที่ไม่ดี ตัวอย่างเช่น ข่าวสาวทวงหนี้คุณยายและใช้มีดฟันปากคุณยาย ซึ่งตรงนี้ในความเป็นจริง คือยายคนนั้นเป็นโรคมะเร็งช่องปาก แต่เว็บ Clickbait สร้างข่าวหลอกลวง ทำให้รูปสาวถือมีดที่ถูกนำมาใช้ในข่าว ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงคือเอารูปมาจากที่อื่น และไม่ได้เกี่ยวข้องกับยายคนดังกล่าวแม้แต่น้อย ซึ่งตรงนี้หากผู้เสพข่าวไม่ใช้วิจารณญาณในการอ่านข่าว ใช้แต่เพียงอารมณ์ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ และใช้ถ้อยคำที่รุนแรงในการวิจารณ์ ซึ่งข่าวปลอมนี้ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกนำภาพมาแอบอ้างได้

ส่วนข่าวที่มีการแชร์เกี่ยวกับความเชื่อที่ผิดต่าง ๆ เช่น การกินโซดากับโยเกิร์ตช่วยลดความอ้วน ซึ่งเป็นข่าวปลอม และมีการพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถช่วยลดความอ้วนได้ แต่กระแสความเชื่อผิด ๆ นี่กระจายสู่วงกว้างอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้คนต่างก็หวังจะลดความอ้วนโดยวิธีลัด

อย่างไรก็ตาม ผู้เสพข่าวเองควรจะต้องเสพข่าวอย่างมีสติ ดูว่าแหล่งข่าวเชื่อถือได้หรือไม่ เป็นเว็บไซต์ของสำนักข่าวจริง ๆ หรือพยายามทำชื่อเว็บไซต์ให้คล้าย อีกทั้งก่อนแชร์ ก่อนโพสต์วิจารณ์ใด ๆ ควรใช้สติ ทบทวน ก่อนทุกครั้ง เพราะโลกอินเตอร์เน็ตเป็นโลกที่กระแสความเคลื่อนไหวเร็วมาก และการรู้จักใช้สติ และวิจารณญาณก็จะช่วยให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อของเว็บไซต์ที่ฉวยโอกาสเหล่านั้นด้วย

 

7 สถานที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่มีสถานที่ให้ท่านได้ท่องเที่ยวอยู่มากมาย แต่ผมจะนำเสนอสถานที่ 7 สถานที่ ที่ท่านมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วห้ามพลาด มีดังนี้

1.บ่อน้ำพุร้อนอำเภอสันกำแพง

บริเวณภายในบริเวณบ่อน้ำพุร้อนมีการตกแต่งสถานที่ด้วยสวนดอกไม้สวยงามนั้นมีห้องอาบน้ำแร่ ส่วนบริเวณที่จัดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวนั่งพักแช่เท้านั้นในลำธารอุ่นๆ จะมีสระน้ำแร่สำหรับเด็ก ๆ และ มีการจัดบริเวณสำหรับให้นักท่องเที่ยวนำไข่ไปต้ม รวมถึงที่พัก สถานที่กางเต็นท์ และ ร้านอาหาร ให้บริการอยู่ภายในบริเวณนั้นด้วย

2.ดอยอ่างขาง
ดอยอ่างขาง จากสิ่งธรรมชาติกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับท็อปๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องด้วยพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ที่ได้ทรงเปลี่ยนสภาพจากภูเขาซึ่งถูกตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติที่สวยสดงดงามและยังเป็นที่อยู่ของชาวไทยภูเขาเผ่าจีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอร์ดำ และ ปะหล่อง มากกว่า 600 ครัวเรือน การเดินทางสู่ดอยอ่างขางนั้นจะต้องใช้เส้นทางที่ลาดชัน ดังนั้นคนขับรถต้องระมัดระวังและต้องมีความชำนาญ และ ควรตรวจสภาพรถยนต์ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง

ดอยอ่างขาง.indexed

3.ดอยม่อนแจ่ม
ดอยม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จะห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ราวประมาณ 40 นาที โดยม่อนแจ่มจะตั้งอยู่ บนสันเขาบริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย เดิมบริเวณนี้ ชาวบ้านเรียกกันว่า กิ่วเสือ เป็นป่าที่รกร้าง อดีตชาวบ้านเข้ามาแผ้วถางเพื่อปลูกฝิ่นจนในที่สุดโครงการหลวงมาขอซื้อพื้นที่เพื่อนำเข้าโครงการหลวงหนองหอย จึงกลายเป็นสถานที่แห่งใหม่และติดอันดับต้นๆของเชียงใหม่อยู่เหมือนกัน

4.วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นวัดที่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยแต่เดิมที่นี่เคยใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา  วัดเจดีย์หลวงวรวิหารเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่

  1. สวนบ่อแก้ว
    สวนบ่แก้วเป็นสถานีทดลองการปลูกพรรณไม้บ่อแก้ว (สวนบ่อแก้ว) อยู่บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กิโลเมตรที่ 36 สถานีฯ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อจะทำเยื่อกระดาษ เป็นแปลงที่ทดลองปลูกพืชจำพวกสน และพวกยูคาลิบตัส รวมเนื้อที่ทั้งหมด 2,072 ไร่ อากาศของที่นี่ค่อนข้างชื้นและเย็นตลอดปี งามด้วยทิวสนที่ปลูกอย่างเป็นระเบียบที่งามตาจึงทำให้บริเวณสถานีกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งของในจังหวัดเชียงใหม่ครับ

6.ปางช้างแม่สา
“ปางช้างแม่สา” ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่มากนัก จะใช้เวลาในการขับรถจากตัวเมืองมาถึงปางช้างภายในเวลาประมาณ 20 นาที โดยคุณสามารถสัมผัสได้กับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดสองข้างทางไปจนถึงปางช้างแม่สาเลยครับ ปางช้างแม่สาจะเปิดทำการทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 7.30 ไปจนถึง 14.30 น มีการแสดงต่อวัน วันละ 3 รอบ คือเวลา 8.00, 9.40, และ 13.30 น.

7.ขุนช่างเคี่ยน
ขุนช้างเคี่ยน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย ในช่วงปลายธันวาคม ไปจนถึงปลายเดือนมกราคม จะเป็นช่วงที่ดอกพญาเสือโคร่าง บานสะพรั่ง เป็นสีชมพูทั่วบริเวณสถานีวิจัย และ ศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ซึ่งอยู่เลยพระธาตุดอยสุเทพขึ้นไปราวประมาณ 12 กิโลเมตร แต่เส้นทางค่อนข้างจะแคบ และ คดเคี้ยวอยู่ตลอดทาง การเดินทางจะลำบากนิดนึง แต่ถ้าไปถึงจะรู้สึกคุ้มค่ากับความยากลำบากมากเพราะสถานที่นี้เป็นสถานที่นิยมเรียกอยู่อย่างหนึ่ง คือ ซากุระเมืองไทย นั้นเองครับ